คนเลี้ยงแม่ บุญและบาปที่สุด ?
ในบรรดาลูกทั้งหมด คนที่เลี้ยงแม่ คือคนที่บาปที่สุด และ มีบุญมากที่สุด ?
เพราะอะไร ? ทำไม ถึงกล่าวเช่นนั้น ? และทำไมคนที่เลี้ยงแม่จึงต้องสุ่มเสี่ยงที่จะตกอยู่ภายใต้ชะตากรรมเช่นนั้น ?
หลายคนคงมีพ่อแม่ ทีแก่เฒ่า และมีเรื่องราวมากมาย ที่บางครั้งไม่อาจเล็ดลอดออกไปสู่สังคมภายนอกได้ เพราะการดูแลคนแก่ คือภาระที่หนักหน่วง ยากกว่าการเลี้ยงเด็กมากมายหลายเท่านัก ?
โดยเฉพาะคนแก่ที่ดูแลตัวเองไม่ได้ หรือ อายุมากๆ 80-90 ซึ่งชราภาพมากแล้ว บางครั้งก็หลงๆลืมๆ มันจึงเป็นภาระให้กับคนเลี้ยงมากพอควร ?
จนบางครั้งคนที่เลี้ยง อาจบ่นบ้าง ดุบ้าง นั่นถือว่าเป็นบาป อย่างมหันต์ !
ส่วนลูกอีกหลายคนที่ไม่ได้เป็นคนดูแลหรือเลี้ยงแม่ที่แก่เฒ่า นานๆครั้งที่มาหามาเยี่ยม ก็พูดได้ว่า "ดูแลดีดีนะ แม่แก่แล้ว " อย่าบ่นแม่นะ พูดได้ทุกอย่าง พูดให้ดูดีอย่างไรก็ได้ เพราะไม่ได้เหนื่อย ?
แต่คนที่ดูแล คนที่เลี้ยงดู ทั้งเหนื่อยทั้งเครียด ไหนจะเรื่องของครอบครัวตัวเอง ไหนจะต้องเผชิญกับภาวะปัญหามากมาย ทั้งเรื่องเศรษฐกิจ หรือปัญหาต่างๆมากมาย บางครั้งก็เผลอบ่นแม่ไปบ้าง ดุแม่บ้าง นั่นก็ถือว่า" เป็นบาป " ไปแล้ว นั่นเองที่ทำให้คนเลี้ยงแม่ดูแลแม่ ต้องตกเป็นผู้ได้รับผล ทั้งบาปและทั้งบุญ ซึ่งเป็นการเสียสละเป็นอย่างมาก และน่าเห็นใจเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งบางครั้งสังคมอาจมองข้ามเรื่องนี้ไป ?
ปัญหาการเลี้ยงดูบุพการีนั้น นับวันยิ่งเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เพราะสังคมไทย เริ่มเข้าสู่ยุคของวัยผู้สูงอายุ มากขึ้นกว่าเดิม คนแก่มากขึ้น แล้วจะมีวิธีรับมือกับปัญหานี้อย่างไร ?
ทำอย่างไร ? เมื่อเรากำลังก้าวสู่ "สังคมผู้สูงอายุ " และจะทำอย่างไร ให้ทั้งคนหนุ่มสาวและผู้สูงอายุ อยู่อย่างมีความสุข ไม่ต้องแบกรับภาระที่มากมายจนเกินไป ?
ถ้าผู้สูงอายุ มีทรัพย์สมบัติมากมายมหาศาล ก็ง่ายหน่อย เพราะจะมีลูกหลานห้อมล้อม ดูแลอย่างใกล้ชิด มันคือความจริง และธรรมดาของสังคมที่บูชาวัตถุ บูชาทรัพย์สินเงินทอง ?
แต่ถ้าคนแก่คนไหน ไม่มีทรัพย์สินเงินทอง ก็เหมือนจะโชคร้าย เพราะไม่มีลูกหลานคนไหน อยากจะดูแล เอาอกเอาใจ นี่มันคือสัจธรรมของโลก ?
ถ้าเราดูจากภาวะของปัญหานี้ ถ้าแยกระหว่างคนในเมืองกับคนตามชนบท ปรากฎว่า คนในเมืองกลับมีภาวะที่สุ่มเสี่ยงที่จะเป็นบาปมากกว่าเป็นบุญ เพราะคนในเมือง มีสภาวะที่เครียด และกดดันจากปัญหามากมาย มากกว่าคนตามชนบท ที่มีชีวิตที่เป็นอยู่อย่างเรียบง่ายและไม่แออัด ไม่รีบร้อน ประกอบกับค่าครองชีพของคนตามชนบทต่ำกว่า วิถีชีวิตที่พอเพียง ทำให้ปัญหาเรื่องการเลี้ยงดูบุพการี เป็นเรื่องที่ไม่เป็นภาระที่หนักเหมือนคนในเมือง?
ในอนาคตเชื่อว่า น่าจะมีการจัดการที่ดีกว่านี้ ไม่ว่าจะทางภาครัฐ หรือทางสังคมเอง เช่นทุกวันนี้ มีคุณหมอท่านหนึ่งไปเปิดหมู่บ้านของผู้สูงอายุ ซึ่งในหมู่บ้านมีทุกอย่างที่ให้ความสุขกับผู้สูงอายุ ทั้งด้านสุขภาพกาย สุขภาพจิต ความเป็นอยู่ คุณภาพชีวิต สิ่งแวดล้อม พร้อมสรรพ และนั่นอาจเป็นคำตอบที่สมบูรณ์ลงตัว ให้ทั้งบุตรหลาน ท่านผู้สูงอายุ มีสุขภาพจิต มีชีวิตที่มีความสุขอย่างแท้จริงในบั้นปลายของชีวิต แต่นั่นก็ต้องค่อยๆปรับค่อยๆเปลี่ยน ทัศนคติของสังคม จารีตประเพณีหรือวัฒนธรรม ที่ปลูกฝังกันมาช้านานว่า "แม่คนเดียวเลี้ยงไม่ได้ "หรือ เอาพ่อแม่ไปปล่อย บ้านพักคนชรา หรือความเชื่อต่างๆมากมาย ที่กดทับยากที่จะเปลี่ยนไป จนทำให้ "คนที่เลี้ยงแม่ ต้องกลายเป็นคนที่บาปที่สุด และได้บุญที่สุด มากกว่าใครๆ "
NAPOLEON HIN.
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น