นั่งสมาธิ แล้วเกิดปัญญาและความรู้ จริงหรือ ?
เคยสงสัยและพยายามคิดหาเหตุผลว่าทำไม เพียงแค่นั่งสมาธิ มันจะทำให้เกิดความรู้ขึ้นมาได้อย่างไร ความรู้เกิดขึ้นตอนไหน ไปเรียนหรือซึมซับมาจากอะไร ?
บนโลกใบนี้ มีสิ่งที่เรายังไม่รู้อีกมากมาย และหนึ่งในสิ่งที่นักวิทยาศาสตร์ไม่รู้อีกมากมายนั้น ก็คือเรื่องนี้ เรื่องที่ว่า ทำไมนักบวช พระ ผู้ทรงศิล หรือใครก็ตาม ที่ว่านั่งสมาธิแล้ว ทำให้รับรู้ถึงสรรพสิ่ง ?
สงสัยว่า รู้ได้อย่างไร ในเมื่อเพียงแค่นั่งหลับตา หรือนั่งสมาธิ ถึงแม้จะบอกว่า ก็สภาวะจิตขณะนิ่งสงบขณะนั้น ทำให้จิตสงบและลงลึกไปสู่อีกมิติ หรือจิตได้พบได้เห็นได้รับรู้ในสิ่งที่อยากรู้ ได้เห็นในสิ่งที่อยากเห็น ก็พระท่านก็สอนว่า ไม่ต้องคิด ไม่ต้องอยาก ปล่อยให้ทุกอย่างนิ่ง ปล่อยไปตามธรรมชาติแต่รับรู้ตลอด ทุกลมหายใจ บางครั้งจะเห็นแสงสีขาว เหมือนหมอกเหมือนควัน ปัญหาก็คือ ไม่ว่าจะเห็นหรือส่งดวงจิตลอยล่องออกไป เพื่อไปท่องในอีกมิติ เพื่อรู้แจ้งเห็นจริงประมาณนั้น ?
เพราะศาสนา ไม่ให้โอ้อวด พระนักบวชมีข้อห้าม บอกไม่ได้ อวดไม่ได้ รู้ก็ทำได้แค่แสดงธรรม แต่ทำอภินิหารไม่ได้ มันจึงเป็นสิ่งที่เหมือนมืดมิดที่ต้องพิสูจน์ และรู้เห็นด้วยตนเอง เรียนรู้ต่อยอดกันไม่ได้ อย่างน่าเสียดาย ?
วิทยาศาสตร์ เจริญก้าวหน้า เพราะวิทยาศาสตร์ ไม่มีข้อห้าม เรื่องการบอกต่อ เรื่องการแสดง แต่วิทยาศาสตร์สามารถบันทึกและบอกต่อ ว่าฉันศึกษามาถึงตรงนี้แล้วนะ พวกเธอนำความรู้ที่ได้มาไปต่อยอดศึกษาต่อได้เลย โดยไม่ต้องไปเริ่มต้นกันใหม่ ?
แต่ทางพระทางศาสนา ไปต่อแบบนั้นไม่ได้ น่าเสียดายที่หลวงปู่ที่ท่านศึกษามาชั่วชีวิต สุดท้ายความรู้ที่ท่านได้จากการฝึกฝน ธุดงค์ ทำสมาธิ มาชั่วชีวิต แต่แล้วบอกต่อก็ไม่ได้ ถ่ายทอดให้ลูกศิษย์ก็ไม่ได้ ใครอยากรู้ ก็ไปค้นหากันเอาเอง ความรู้ที่ท่านอริยสงฆ์เหล่านั้น ก็สิ้นสุดและตายลงไปพร้อมกับสังขารท่าน อย่างน่าเสียดาย ฝากใว้แต่ปริศนา ให้คนรุ่นใหม่สงสัย และค้นหาคำตอบกันต่อไป ?
เคยมีคนเล่าว่า มีพระสงฆ์บางองค์ ท่านมีวิชาแก่กล้ามาก ท่านสามารถที่จะเดินและย่นระยะทางได้ นั่นแสดงว่า ท่านสามารถนำร่างกายของท่าน จากที่หนึ่งไปสู่อีกที่หนึ่งได้ อย่างรวดเร็ว ถ้าอย่างนั้นมันจะต่างอะไรกับการหายตัวได้ แต่ในทางวิทยาศาสตร์ ก็เชื่อว่า ทฤษฎีเหล่านั้น มีความเป็นไปได้ ในการเคลื่อนย้ายสะสาร หรือเคลื่อนย้ายภาพ ด้วยความเร็วเท่าเสียง หรือเท่าแสง ?
ทุกวันนี้เราก็สามารถที่จะย้ายเสียงและภาพของเรา ไปสู่อีกที่หนึ่งข้ามโลก ด้วยอุปกรณ์มือถือหรือผ่านกลไกทางอินเทอร์เน็ต นั่นเท่ากับว่า เราพัฒนามาได้มากแล้ว สมัยก่อนใครจะเชื่อว่า คนอีกซีกโลกหนึ่ง จะคุยกับคนอีกซีกโลกหนึ่งอย่างเห็นภาพและเสียงพร้อมๆกันได้แบบสดสด วันข้างหน้าเราอาจจะไม่ใช่แค่เห็นภาพและเสียงบนอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ แต่อาจจะเห็นตัวเป็นๆกันเลยที่มายืนคุยกันต่อหน้า คงสนุกดีนะ ถ้ามาถึงวันนั้น ?
คงจำกันได้หนังเรื่อง เจาะเวลาหาอดีต back to the future ไม่รู้ว่าแปลอย่างไรว่า เจาะเวลาหาอดีต เพราะ future มันแปลว่า อนาค แต่คนไทยเรามาแปลว่า เจาะเวลาหาอดีต ที่จริงมันน่าจะเรียกว่า กลับไปสู่อนาคต มั้ย ไม่รู้ซิ ต้องให้ผู้รู้มาอธิบาย คือหนังเรื่องนี้ จินตนาการดีมาก เพราะสามารถย้อนเวลาไปในอดีตและอนาคตได้ คือถ้ามนุษย์สามารถที่จะทำอย่างนั้นได้ สิ่งที่น่าสนใจมากก็คือ เราอยากรู้อะไร อยากเห็นอะไร เราสามารถเข้าไปอยู่ในเหตุการณ์ นั้นได้ มันคงทำให้เราได้เรียนรู้อะไรอีกมากมาย?
ผมเคยเที่ยวชมดูเมืองเก่า เมืองโบราณ สมัยอยุธยาและคิดไปว่า อยากรู้ว่า สมัยอยุธยาเขาอยู่กันอย่างไร ? เวลาที่สมเด็จพระนเรศวรเสด็จทำยุทธหัตถี หรือสมัยพระเจ้าตากสิน เสด็จอยู่บนหลังม้า ฟันฝ่าข้าศึก ออกไป อยากรู้ว่า ชาวบ้านบางระจัน นายจันหนวดเขี้ยว ชอบกินอะไร ทำไมพ่อขุนราคำแหงพระองค์คิดค้นตัวอักษรไทยได้อย่างสวยงาม แม่นาคพระโขนงเฮี้ยนจริงมั้ย สมเด็จโต สร้างพระสมเด็จวัดระฆัง ถ้าเราย้อนเวลาไปสู่ที่นั่นได้ เราคงได้เรียนรู้และกลับมาชำระประวัติศาสตร์ได้อย่างมากมาย ?
และที่สำคัญถ้าเราย้อนกลับไปสักสองพันกว่าปี เราคงมีโอกาสได้เข้าเฝ้า องค์พระศาสดา สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เจ้าชายสิทธัตถะ อยากถามพระองค์ว่า พระองค์ทำได้อย่างไรให้ องคุลีมาล กลับใจ แล้วทำไมผ่านมาสองพันห้าร้อยกว่าปี บ้านเมืองของข้าพุทธเจ้า ยังมีคนที่จิตใจเลวร้าย แก่งแย่งช่วงชิงทำลายกัน อย่างไม่เกรงกลัวบาปกลัวกรรม แล้วจะมีวิธีไหนบ้างที่ทำให้คนเหล่านั้น สงบจิตสงบใจเสียที หรือต้องรอ ให้ความตายสยบความเลวร้าย ให้มันหมดไปตามอายุขัย ข้าพุทธเจ้า ขี้เกียจรอ ???
NAPOLEON HIN.
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น